"บทกลอนปีใหม่ พ.ศ. 2560"
ปีหน้านี้ ปีระกา ปีฟ้าเปิด
รวยเสียเถิด อย่าขัดใจ นะลูกหนา
ให้รวยกว่า ทุกปี ที่ผ่านมา
บุญท่วมฟ้า สมบัติ เต็มแผ่นดิน
ขอให้สวด "ธรรมจักร" กันต่อไป
ดั่งฝนหลั่ง ต่อเนื่องใน กระแสสินธุ์
ด้วยใจใส กว่าน้ำ ที่ไหลริน
อุปสรรค ทั้งสิ้น จะมลาย
จนจะรวย รวยยิ่งรวย กันยกใหญ่
เศรษฐีใหม่ จะเกิดขึ้น กันมากหลาย
คนนั้นรวย คนนี้รวย โอ้ย! ดูจนตาลาย
ปีไก่รวย ง่ายง่ายกว่า ทุกปีเล้ย!!!
[จากคนคนหนึ่ง ถึงใครคนหนึ่ง]
ส.24 ธันวาคม พ.ศ. 2559
Saturday, December 24, 2016
Tuesday, November 29, 2016
ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดฟอกเงิน
ยักยอกทรัพย์ และรับของโจรนั้น
ต้องมีการพิสูจน์ 6 ประเด็น คือ
ยักยอกทรัพย์ และรับของโจรนั้น
ต้องมีการพิสูจน์ 6 ประเด็น คือ
1. ผู้เสียหายสงสัยใคร มีมูลเหตุหรือไม่
2. เงินถูกยักยอกออกไปจริงหรือไม่
3. เงินที่ยักยอกออกมาถูกใช้จ่ายไปทางไหน
4. วิธีการใช้จ่ายเป็นอย่างไร ปกปิดอำพรางหรือไม่
5. คนรับเงินสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่
6. เงินที่รับมาเป็นก้อนเดียวกับที่ยักยอกมาหรือไม่
2. เงินถูกยักยอกออกไปจริงหรือไม่
3. เงินที่ยักยอกออกมาถูกใช้จ่ายไปทางไหน
4. วิธีการใช้จ่ายเป็นอย่างไร ปกปิดอำพรางหรือไม่
5. คนรับเงินสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่
6. เงินที่รับมาเป็นก้อนเดียวกับที่ยักยอกมาหรือไม่
ในประเด็นปัญหาเหล่านี้
ถ้าหากติดตามกันตั้งแต่แรกจะพบว่า
ถ้าหากติดตามกันตั้งแต่แรกจะพบว่า
1. สหกรณ์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ไม่ได้สงสัยว่า
หลวงพ่อวัดพระธรรมกายเป็นผู้ยักยอกเงิน
เพราะไม่พบหลักฐานใดๆ ที่เป็นผู้นำเงินออกมา
และไม่เคยมีการทำนิติกรรมสัญญา
หรือธุรกรรมการเงินร่วมกันแม้แต่บาทเดียว
หลวงพ่อวัดพระธรรมกายเป็นผู้ยักยอกเงิน
เพราะไม่พบหลักฐานใดๆ ที่เป็นผู้นำเงินออกมา
และไม่เคยมีการทำนิติกรรมสัญญา
หรือธุรกรรมการเงินร่วมกันแม้แต่บาทเดียว
อีกทั้งในความเป็นจริง วัดก็ไม่มีความจำเป็น
จะต้องไปโกงเงินสหกรณ์ เพราะวัดอยู่ได้
ด้วยฐานสมาชิกของตัวเองมานานแล้ว
ตั้งแต่ก่อนที่สหกรณ์จะมีการก่อตั้งขึ้นมาเสียอีก
จะต้องไปโกงเงินสหกรณ์ เพราะวัดอยู่ได้
ด้วยฐานสมาชิกของตัวเองมานานแล้ว
ตั้งแต่ก่อนที่สหกรณ์จะมีการก่อตั้งขึ้นมาเสียอีก
2. เงินสหกรณ์ที่ถูกสงสัยว่ามีการยักยอกไปนั้น
ถูกนำออกไปในลักษณะการปล่อยกู้ให้แก่ "สมาชิก"
ที่ไม่ได้ถือหุ้นและมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารเงินภายในสหกรณ์
ผู้ที่เกี่ยวข้องได้จึงมีแต่ผู้บริหารสหกรณ์เท่านั้น
คนนอกไปเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้ ความเสียหายนี้
จึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย
ถูกนำออกไปในลักษณะการปล่อยกู้ให้แก่ "สมาชิก"
ที่ไม่ได้ถือหุ้นและมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารเงินภายในสหกรณ์
ผู้ที่เกี่ยวข้องได้จึงมีแต่ผู้บริหารสหกรณ์เท่านั้น
คนนอกไปเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้ ความเสียหายนี้
จึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย
3. เงินสหกรณ์ที่มีการปล่อยกู้ออกไปนั้น
มีการปล่อยกู้ให้หลายคน แต่ละคนก็ใช้จ่ายไปหลายทาง
คุณศุภชัยอยู่ใน 2 ฐานะ คือ ผู้อนุมัติเงินกู้ และผู้กู้เงินเอง
มีการปล่อยกู้ให้หลายคน แต่ละคนก็ใช้จ่ายไปหลายทาง
คุณศุภชัยอยู่ใน 2 ฐานะ คือ ผู้อนุมัติเงินกู้ และผู้กู้เงินเอง
เงินที่คุณศุภชัยกู้มาเองก็ถูกนำไปใช้หลายทาง
และมีส่วนหนึ่งนำมาทำบุญที่วัดพระธรรมกาย
ซึ่งคุณศุภชัยก็มาวัดในฐานะญาติโยมคนหนึ่ง
ที่มาทำบุญตามปกติ โดยทางวัดเองก็ไม่ทราบว่า
คุณศุภชัยได้เงินมาอย่างไร
และมีส่วนหนึ่งนำมาทำบุญที่วัดพระธรรมกาย
ซึ่งคุณศุภชัยก็มาวัดในฐานะญาติโยมคนหนึ่ง
ที่มาทำบุญตามปกติ โดยทางวัดเองก็ไม่ทราบว่า
คุณศุภชัยได้เงินมาอย่างไร
เพราะวัดไม่มีสิทธิ อำนาจ หน้าที่
ในการตรวจสอบการเงินของญาติโยม
ซึ่งเป็นเรื่องดูหมิ่นศรัทธา ผิดมารยาท
ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และผิดกฎหมาย
ในการตรวจสอบการเงินของญาติโยม
ซึ่งเป็นเรื่องดูหมิ่นศรัทธา ผิดมารยาท
ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และผิดกฎหมาย
4. หลวงพ่อวัดพระธรรมกายอยู่ในฐานะผู้รับบริจาค
อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ ไม่ทราบที่มาของเงิน
ไม่มีการปกปิดเส้นทางการเงิน ไม่เกี่ยวข้อง
กับการบริหารสหกรณ์ ไม่ได้เป็นผู้นำเงินออกมา
ไม่ได้เป็นผู้ทำให้สหกรณ์เสียหาย และสหกรณ์เอง
ซึ่งเป็นเจ้าทุกข์ก็ไม่เห็นด้วยที่เจ้าหน้าที่รัฐ
กล่าวหาว่าหลวงพ่อเป็นผู้ทำให้สหกรณ์เสียหาย
อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ ไม่ทราบที่มาของเงิน
ไม่มีการปกปิดเส้นทางการเงิน ไม่เกี่ยวข้อง
กับการบริหารสหกรณ์ ไม่ได้เป็นผู้นำเงินออกมา
ไม่ได้เป็นผู้ทำให้สหกรณ์เสียหาย และสหกรณ์เอง
ซึ่งเป็นเจ้าทุกข์ก็ไม่เห็นด้วยที่เจ้าหน้าที่รัฐ
กล่าวหาว่าหลวงพ่อเป็นผู้ทำให้สหกรณ์เสียหาย
5. คำพิพากษาของศาลแพ่งในวันที่ 25 พ.ย. 59
ยืนยันว่า ความเสียหายของสหกรณ์นั้น
เป็นปัญหาการบริหารเงินผิดพลาดในสหกรณ์
ที่มีอดีตผู้บริหารสหกรณ์เกี่ยวข้อง 18 คน
ซึ่งก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายเลย
ยืนยันว่า ความเสียหายของสหกรณ์นั้น
เป็นปัญหาการบริหารเงินผิดพลาดในสหกรณ์
ที่มีอดีตผู้บริหารสหกรณ์เกี่ยวข้อง 18 คน
ซึ่งก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายเลย
ประเด็นนี้ก็เท่ากับว่า "คำพิพากษาของศาลแพ่ง"
ตรงกับ "คำพิพากษาศาลปกครอง" นั่นคือ
ความเสียหายของสหกรณ์นั้น เป็นความผิดพลาด
ที่เกิดจากการบริหารภายในสหกรณ์เอง
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปล่อยเงินกู้อย่างผิดระเบียบ
จนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง
ตรงกับ "คำพิพากษาศาลปกครอง" นั่นคือ
ความเสียหายของสหกรณ์นั้น เป็นความผิดพลาด
ที่เกิดจากการบริหารภายในสหกรณ์เอง
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปล่อยเงินกู้อย่างผิดระเบียบ
จนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง
จากคำพิพากษาทั้งสองศาลนี้ก็เท่ากับว่า
ความเสียหายของสหกรณ์นั้นไม่ได้เกิดจาก
หลวงพ่อวัดพระธรรมกายแม้แต่บาทเดียว
ความเสียหายของสหกรณ์นั้นไม่ได้เกิดจาก
หลวงพ่อวัดพระธรรมกายแม้แต่บาทเดียว
ขณะเดียวกัน ในช่วงที่สหกรณ์เกิดปัญหานี้
วัดพระธรรมกายยังเป็นเพียงบุคคลกลุ่มเดียวในประเทศนี้
ที่ช่วยเหลือสหกรณ์ไม่ให้ล้มละลายอยู่ในขณะนี้
วัดพระธรรมกายยังเป็นเพียงบุคคลกลุ่มเดียวในประเทศนี้
ที่ช่วยเหลือสหกรณ์ไม่ให้ล้มละลายอยู่ในขณะนี้
ดังนั้น การตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
กับบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสียหายของสหกรณ์
จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกกฎหมาย และไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง
กับบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสียหายของสหกรณ์
จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกกฎหมาย และไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง
และเป็นการแสดงให้เห็นว่า "เจ้าหน้าที่รัฐ"
มี "เจตนาตั้งแต่ต้น" ที่จะกลั่นแกล้ง "ประชาชาชน"
ให้มีความผิดตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มาเห็นอาการป่วย
ของหลวงพ่อวัดพระธรรมกายด้วยตาของตัวเองแล้ว
มี "เจตนาตั้งแต่ต้น" ที่จะกลั่นแกล้ง "ประชาชาชน"
ให้มีความผิดตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มาเห็นอาการป่วย
ของหลวงพ่อวัดพระธรรมกายด้วยตาของตัวเองแล้ว
--------------------------------------------------------------
27 พฤศจิกายน 2559
02.02 น.
Wednesday, November 23, 2016
Case Study มหาทุคคตะ
๕. เรื่องบัณฑิตสามเณร [๖๔]
ข้อความเบื้องต้น
ต่อมาวันหนึ่ง ในกาลเป็นที่เสร็จภัตกิจ พระศาสดาได้ทรงทำอนุโมทนาอย่างนี้ว่า "อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย คนบางคนในโลกนี้คิดว่า ‘เราให้ของๆ ตนเท่านั้นควร, ประโยชน์อะไรด้วยการชักชวนคนอื่น’ ดังนี้แล้ว จึงให้ทานด้วยตนเท่านั้น ไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่ๆ ตนเกิดแล้ว, บางคนชักชวนผู้อื่น ไม่ให้ด้วยตน, เขาย่อมได้บริวารสมบัติไม่ได้โภคสมบัติ ในที่ๆ ตนเกิดแล้ว, บางคนทั้งไม่ให้ด้วยตน ทั้งไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมไม่ได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ เป็นคนกินเดนเป็นอยู่ ในที่ๆ ตนเกิดแล้ว, บางคนทั้งให้ด้วยตน ทั้งชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติ ทั้งบริวารสมบัติ ในที่ๆ ตนเกิดแล้ว."
พระศาสดา. ต้องการภิกษุเท่าไร?
บัณฑิต. ก็บริวารของพระองค์ มีเท่าไร? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. มีภิกษุ ๒ หมื่นรูป.
บัณฑิต. พระเจ้าข้า พรุ่งนี้ ขอพระองค์กับภิกษุทั้งหมด โปรดทรงรับภิกษาของข้าพระองค์.
พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว.
เขาเข้าไปบ้านแล้ว เดินบอกบุญว่า "แม่และพ่อทั้งหลาย พรุ่งนี้ ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระ
มหาทุคตะ. คุณ ผมจะต้องการอะไรด้วยภิกษุเล่า? ชื่อว่าความต้องการภิกษุ เป็นของคนมีทรัพย์, ส่วนผมแม้สักว่าข้าวสารทะนานหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่ข้าวต้มพรุ่งนี้ ก็ไม่มี, ผมทำงานรับจ้างเลี้ยงชีพ, ผมจะต้องการอะไรด้วยภิกษุ?
ธรรมดาผู้ชักชวนพึงเป็นผู้ฉลาด. เพราะฉะนั้น ชายบัณฑิตนั้น แม้เมื่อมหาทุคตะพูดว่า "ไม่มี" ก็ไม่นิ่งเฉย ยังกล่าวอย่างนี้ว่า "เพื่อนมหาทุคตะ คนเป็นอันมากในเมืองนี้ บริโภคโภชนะอย่างดี นุ่งผ้าเนื้อละเอียด แต่งตัวด้วยเครื่องอาภรณ์ต่างๆ นอนบนที่นอนอันสง่างาม ย่อมเสวยสมบัติกัน, ส่วนแกทำงานรับจ้างตลอดวัน ยังไม่ได้
มหาทุคตะ. ผมทราบ คุณ.
บัณฑิต. เมื่อเช่นนั้น ทำไม บัดนี้แกจึงไม่ทำบุญเล่า? แกยังเป็นหนุ่ม มีเรี่ยวแรงสมบูรณ์ แกแม้ทำงานจ้างแล้ว ให้ทานตามกำลัง จะไม่ควรหรือ?
มหาทุคตะนั้น เมื่อชายบัณฑิตกล่าวอยู่ ถึงความสลดใจ จึงพูดว่า "คุณจงลงบัญชีภิกษุให้ผมบ้างสักรูปหนึ่ง, ผมจักทำงานจ้างอะไรสักอย่างแล้ว จักถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง. ชายบัณฑิตนอกนี้ คิดว่า "ภิกษุรูปเดียวจะจดลงในบัญชีทำไม?" ดังนี้แล้ว จึงไม่จดไว้.
ฝ่ายมหาทุคตะไปเรือนแล้ว พูดกะภรรยาว่า "หล่อน พรุ่งนี้ ชาวเมืองเขาจัดภัตเพื่อพระสงฆ์, แม้ฉันก็ถูกผู้ชักชวนบอกว่า ‘จงถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง, พวกเราจักถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง พรุ่งนี้.’"
ลำดับนั้น ภรรยาของเขาไม่พูดเลยว่า "พวกเราเป็นคนจน, แกรับคำเขาทำไม?" กล่าวว่า "นาย แกทำดีแล้ว, เมื่อก่อนเราไม่ให้อะไรๆ ชาตินี้จึงเกิดเป็นคนยากจน, เราทั้งสองคนทำงานจ้างแล้ว จักถวายแก่ภิกษุรูปหนึ่ง" แม้ทั้งสองคนได้ออกไปสู่ที่สำนักงานจ้าง.
มหาเศรษฐีเห็นมหาทุคตะ จึงถามว่า "เพื่อนมหาทุคตะ เธอจักทำงานจ้างหรือ?"
มหาทุคตะ. ขอรับ กระผม.
มหาเศรษฐี. จักทำอะไร?
มหาทุคตะ. แล้วแต่ท่านจักให้ทำ.
มหาเศรษฐีกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ เราจักเลี้ยงภิกษุ ๒-๓ ร้อย, จงมาผ่าฟืนเถิด" แล้วก็ให้หยิบมีดและขวานมาให้. มหาทุคตะถกเขมรอย่างแข็งแรง ถึงความอุตสาหะ วางมีด คว้าขวาน ทิ้งขวานฉวยมีด ผ่าฟืนไป.
ลำดับนั้น เศรษฐีพูดกะเขาว่า "เพื่อน วันนี้ เธอขยันทำงานเหลือเกิน, มีเหตุอะไรหรือ?"
มหาทุคตะ. นาย ผมจักเลี้ยงภิกษุรูปหนึ่ง.
เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส คิดว่า "น่าเลื่อมใสจริง มหาทุคตะนี้ทำกรรมที่ทำได้ยาก, เขาไม่ถึงความเฉยเมยด้วยคิดว่า ‘เราจน’ พูดว่า ‘จักทำงานจ้างแล้วเลี้ยงภิกษุสักรูปหนึ่ง.’"
ฝ่ายภรรยาของเศรษฐี เห็นภรรยาของมหาทุคตะนั้นแล้ว ก็ถามว่า "แม่ เจ้าจักทำงานอะไร? เมื่อนางตอบว่า "แล้วแต่จะใช้ดิฉันให้ทำ" จึงให้เข้าไปสู่โรงกระเดื่องแล้ว ให้มอบเครื่องมือมีกระด้งและสากเป็นต้นให้แล้ว. นางยินดีร่าเริง ทั้งตำและฝัดข้าวเหมือนจะรำละคร.
ลำดับนั้น ภรรยาเศรษฐีถามนางว่า "แม่ เจ้ายินดีร่าเริงทำงานเหลือเกิน, มีเหตุอะไรหรือ?"
นาง. คุณนาย พวกดิฉันทำงานจ้างนี้แล้ว จักเลี้ยงภิกษุสักรูปหนึ่ง.
ฝ่ายภรรยาเศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว เลื่อมใสในนางว่า "น่าเลื่อมใส นางนี้ทำกรรมที่ทำได้ยาก."
ในเวลาที่มหาทุคตะผ่าฟืนเสร็จ เศรษฐีสั่งให้ให้ข้าวสาลี ๔ ทะนานด้วยพูดว่า "นี้ค่าจ้างของเธอ" แล้วสั่งให้ให้แม้อีก ๔ ทะนานด้วยพูดว่า "นี้เป็นส่วนที่เพิ่มให้เพราะความยินดีแก่เธอ."
เขาไปสู่เรือนบอกกะภรรยาว่า "ฉันรับจ้างได้ข้าวสาลีมา ส่วนนี้จักเป็นกับ, เจ้าจงถือเอาของ คือนมส้ม น้ำมัน และเครื่องเทศ ด้วยค่าจ้าง (แรงงาน) ที่เจ้าได้แล้ว."
ฝ่ายภรรยาเศรษฐีสั่งให้จ่ายเนยใสขวดหนึ่ง นมส้มกระปุกหนึ่ง เครื่องเทศหนึ่ง และข้าวสารสาลีอย่างเป็นตัวทะนานหนึ่งแก่นาง. เขาทั้งสองได้มีข้าวสารรวม ๙ ทะนาน ด้วยประการฉะนี้.
ทั้งสองผัวเมียยินดีร่าเริงว่า "เราได้ไทยธรรมแล้ว" ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่. ภรรยาพูดกับมหาทุคตะว่า "ไปหาผักมาซิ นาย" เขาไม่เห็นผักในร้านตลาด จึงไปฝั่งแม่น้ำ มีใจร่าเริงว่า" "จักได้ถวายโภชนะแก่พระผู้เป็นเจ้า" ร้องเพลงพลาง เลือกเก็บผักพลาง. ชาวประมงยืนทอดแหใหญ่อยู่ รู้ว่า "เป็นเสียงของมหาทุคตะ" จึงเรียกเขามาถามว่า "แกมีจิตยินดีเหลือเกิน ร้องเพลงอยู่, มีเหตุอะไรหรือ?"
มหาทุคตะ. เก็บผักเพื่อน.
ชาวประมง. จักทำอะไรกัน?
มหาทุคตะ. จักเลี้ยงภิกษุสักรูปหนึ่ง.
ชาวประมง. โอ! อิ่มละ ภิกษุที่ฉันผักของแก.
มหาทุคตะ. จะทำอย่างไรได้? เพื่อน, กันต้องเลี้ยงภิกษุด้วยผักที่กันได้.
ชาวประมง. ถ้าอย่างนั้น มานี่เถิด.
มหาทุคตะ. จะทำอย่างไร? เพื่อน.
ชาวประมง. จงถือเอาปลาเหล่านี้ร้อยให้เป็นพวง มีราคาบาทหนึ่งบ้าง กึ่งบาทบ้าง กหาปณะหนึ่งบ้าง. เขาได้กระทำอย่างนั้น.
ชาวเมืองซื้อปลาที่มหาทุคตะร้อยไว้ๆ ไป เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุที่ตนนิมนต์แล้วๆ. เมื่อเขากำลังร้อยปลาอยู่นั้นแล, ก็ถึงเวลาภิกขาจารแล้ว. เขากำหนดเวลาแล้วกล่าวว่า "จักต้องไป เพื่อน, นี้เป็นเวลาที่ภิกษุมา."
ชาวประมง. ก็พวงปลายังมีอยู่ไหม?
มหาทุคตะ. ไม่มี เพื่อน, หมดสิ้นแล้ว.
ชาวประมง. "ถ้าอย่างนั้น ปลาตะเพียน ๔ ตัว ข้าหมกทรายไว้ เพื่อประโยชน์แก่ตน, แม้ถ้าแกต้องการจะเลี้ยงภิกษุ, จงเอาปลาเหล่านี้ไปเถิด" ดังนี้แล้วก็ได้ให้ปลาตะเพียนเหล่านั้นแก่เขาไป.
ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงทำความอนุเคราะห์ในพวกคนเข็ญใจ เพราะฉะนั้น พระศาสดาทรงทำสรีรกิจแต่เช้าตรู่แล้ว เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี ประทับนั่งด้วยทรงดำริว่า "จักสงเคราะห์มหาทุคตะ."
แม้เมื่อมหาทุคตะกำลังถือปลาเข้าไปสู่เรือน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวเธอทรงพิจารณาว่า "เหตุอะไรกันหนอ?" ทรงดำริว่า "วานนี้ มหาทุคตะได้ทำงานจ้างกับภรรยาของตน ด้วยตั้งใจว่า ‘จักถวายภิกษาแก่ภิกษุสัก ๑ รูป’ เขาจักได้ภิกษุรูปไหนหนอ?" ทรงทราบว่า "ภิกษุอื่นไม่มีสำหรับเขา, แต่พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นเอง ด้วยตั้งพระทัยว่า 'จักสงเคราะห์มหาทุคตะ’, มหา
จึงทรงจำแลงเพศมิให้ใครรู้จัก เสด็จไปที่ใกล้เรือนของมหาทุคตะนั้นแล้ว ตรัสถามว่า "ใครๆ มีงานจ้างอะไรบ้างหรือ?" มหาทุคตะเห็นท้าวสักกะแล้ว จึงกล่าวว่า "จักทำงานอะไร? เพื่อน."
ชายแปลง. ข้าพเจ้ารู้วิชาการทุกอย่าง นาย, ชื่อว่าวิชาการสิ่งไรที่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ไม่มีเลย, รู้จนการปรุงข้าวต้ม ข้าวสวยเป็นต้น.
มหาทุคตะ. เพื่อน พวกข้าพเจ้ามีความต้องการด้วยการงานของท่าน, แต่ยังไม่เห็นค่าจ้างที่ควรจะให้แก่ท่าน.
ชายแปลง. ก็ท่านต้องการทำอะไร?
มหาทุคตะ. ข้าพเจ้าประสงค์จะถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง, ประสงค์จัดแจงข้าวต้มข้าวสวยถวายภิกษุนั้น.
ชายแปลง. ถ้าท่านจะถวายภิกษาแก่ภิกษุ ข้าพเจ้าไม่ต้องการค่าจ้าง, ท่านให้บุญแก่ข้าพเจ้า ไม่ควรหรือ?
มหาทุคตะ. เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เป็นการดีละ เพื่อน, เชิญเข้าไปเถิด.
ท้าวสักกะนั้นเสด็จเข้าไปในเรือนของมหาทุคตะนั้นแล้ว ให้นำข้าวสารเป็นต้นมาแล้ว ทรงส่งมหาทุคตะนั้นไปด้วยคำว่า "ไปเถิดท่าน, จงนำภิกษุที่ถึงแก่ตนมา."
ฝ่ายผู้จัดการทาน ได้จ่ายภิกษุไปสู่เรือนของพวกชนเหล่านั้นๆ ตามรายการที่จดไว้ในบัญชีนั่นแล. มหาทุคตะไปยังสำนักของเขาแล้ว พูดว่า "จงให้ภิกษุที่ถึงแก่ผมเถิด" เขาได้สติขึ้นในขณะนั้น จึงพูดว่า "ฉันลืมภิกษุสำหรับแกเสียแล้ว" มหาทุคตะเป็นเหมือนถูกประหารที่ท้องด้วยหอกอันคม ประคองแขนร่ำไรว่า "เหตุไร จึงให้ผมฉิบหายเสียเล่า? คุณ, แม้ผมอันท่านชวนแล้วเมื่อวาน ก็พร้อมด้วยภรรยาทำงานจ้างตลอดวัน วันนี้ แต่เช้าตรู่ เที่ยวไปที่ฝั่งแม่น้ำ เพื่อต้องการผักแล้วจึงมา, ขอท่านจงให้ภิกษุแก่ผมสักรูปหนึ่งเถิด."
ผู้จัดการ. ขอรับ นาย.
คนเหล่านั้น. ท่านจัดการภิกษุมีประมาณถึงเท่านี้ ไม่ได้ให้ภิกษุแก่มหาทุคตะนี้สักรูปหนึ่ง ทำกรรมหนักเสียแล้ว.
เขาละอายใจด้วยคำพูดของคนเหล่านั้น จึงพูดกะมหาทุคตะนั้นว่า
"เพื่อนมหาทุคตะ อย่าให้ฉันฉิบหายเลย, ฉันถึงความลำบากใหญ่ เพราะเหตุแห่งท่าน, คนทั้งหลายนำภิกษุที่ถึงแก่ตนๆ ไปตามรายการที่จดไว้ในบัญชี, ชื่อว่าคนผู้ซึ่งจะถอนภิกษุผู้ซึ่งนั่งในเรือนของตนให้ ไม่มี,
ส่วนพระศาสดาสรงพระพักตร์แล้วประทับนั่งอยู่ในพระ
ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงทำอนุเคราะห์ในคนยากจน, ท่านจงไปวิหาร กราบทูลพระศาสดาว่า ‘ข้าพระองค์เป็นคนยากจน พระเจ้าข้า, ขอพระองค์จงทรงทำความสงเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด’ ถ้าท่านมีบุญ ท่านจักได้แน่"
เขาได้ไปสู่วิหารแล้ว.
พระศาสดาทรงเปิดพระทวารพระคันธกุฎี ทรงนำบาตรมาประทานในมือของเขา. เขาได้เป็นเหมือนบรรลุจักรพรรดิสิริ. พระเจ้าแผ่นดินและยุพราชเป็นต้น ต่างทรงแลดูพระพักตร์กันและกัน.
แท้จริง ใครๆ ชื่อว่าสามารถเพื่อจะรับบาตรที่พระศาสดาประทานแก่มหาทุคตะ ด้วยอำนาจความเป็นใหญ่ หามีไม่. เป็นแต่กล่าวอย่างนี้ว่า "เพื่อนมหาทุคตะ ท่านจงให้บาตรของพระศาสดาแก่พวกเรา, พวกเราจักให้ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ คือพันหนึ่งหรือแสนหนึ่ง แก่ท่าน, ท่านเป็นคนเข็ญใจ จงเอาทรัพย์เถิด, ประโยชน์อะไรของท่านด้วยบาตรเล่า?"
มหาทุคตะตอบว่า "ข้าพเจ้าจักไม่ให้ใคร ข้าพเจ้าไม่มีความต้องการด้วยทรัพย์ จักให้พระศาสดาเท่านั้นเสวย." ชนทั้งหลายที่เหลืออ้อนวอนเขา ไม่ได้บาตรแล้วจึงกลับไป.
ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินทรงดำริว่า "มหาทุคตะ แม้ถูกเขาเล้าโลม ล่อด้วยทรัพย์ ก็ไม่ให้บาตรของพระศาสดา, ก็ใครๆ ไม่อาจจะรับบาตรที่พระศาสดาประทานแล้วด้วยพระองค์เองได้, อันไทยธรรมของมหาทุคตะนี้ จักมีประมาณเท่าไร? ในเวลามหาทุคตะนี้ถวายไทยธรรมเสร็จ เราจักนำพระศาสดาไปยังเรือน ถวายอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับเรา" ดังนี้แล้ว จึงได้ตามเสด็จไปพร้อมด้วยพระศาสดาทีเดียว.
ก็เรือนที่อยู่ของเขาต่ำ, ผู้ที่ไม่ก้ม ไม่อาจเข้าไปได้, ก็แต่ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อเสด็จเข้าสู่เรือน ไม่ต้องก้มเสด็จเข้าไป, เพราะว่า ในเวลาเสด็จเข้าสู่เรือน แผ่นดินใหญ่ย่อมยุบลงภายใต้ หรือเรือนสูงขึ้น. นี่เป็นผลแห่งทานที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นถวายไว้ดีแล้ว. ในเวลาที่พระองค์เสด็จออกไปแล้ว ทุกสิ่งเป็นปกติเหมือนเดิมอีก, เพราะฉะนั้น พระศาสดาทั้งประทับยืนอยู่นั่นเอง เสด็จเข้าสู่เรือนแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่ท้าวสักกะปูไว้แล้ว.
เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้ว พระราชารับสั่งว่า "เพื่อนมหาทุคตะ ท่านไม่ให้บาตรของพระศาสดาแก่พวกเรา แม้ผู้อ้อนวอนอยู่, พวกเราจะดูก่อน สักการะที่ท่านจัดถวายพระศาสดาเป็นเช่นไร?"
ลำดับนั้น ท้าวสักกะเปิดข้าวยาคูและภัตออกอวด. กลิ่นเครื่องอบอาหารภัต
ท้าวสักกะได้ให้สัญญาแก่มหาทุคตะ. เขารับบาตรตามเสด็จพระศาสดา. ท้าวสักกะเสด็จกลับ ประทับยืนอยู่ที่ประตูเรือนของมหาทุคตะ ทรงแลดูอากาศแล้ว. ฝนแก้ว ๗ ประการตกลงจากอากาศ เต็มภาชนะทั้งหมดในเรือนของเขาแล้ว ยังล้นไปทั่วเรือน. ในเรือนของเขาไม่มีที่ว่าง. ภรรยาของเขาได้จูงมือพวกเด็ก นำออกไปยืนอยู่ภายนอก. เขาตามเสด็จพระศาสดาแล้วกลับมาเห็นเด็กข้างถนน จึงถามว่า "นี่อะไร?" ภรรยาของเขาตอบว่า "นาย เรือนของเราเต็มไปด้วยแก้ว ๗ ประการทั่วทั้งหลัง ไม่มีช่องจะเข้าไปได้." เขาคิดว่า "ทานของเราให้ผลในวันนี้เอง" ดังนี้แล้ว จึงไปสู่พระราชสำนัก ถวายบังคมพระราชาแล้ว
เมื่อพระราชารับสั่งถามว่า "มาทำไม?" จึงกราบทูลว่า "พระเจ้าข้า เรือนของข้าพระองค์เต็มไปด้วยแก้ว ๗ ประการ, ขอพระองค์ทรงถือเอาทรัพย์นั้นเถิด."
พระราชาทรงดำริว่า "น่าอัศจรรย์ ทานที่เขาถวายแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ถึงที่สุดวันนี้เอง" ดังนี้แล้ว จึงรับสั่งกะเขาว่า "เธอควรจะได้อะไร?"
มหาทุคตะ. ขอจงพระราชทานเกวียนพันเล่ม เพื่อต้องการนำทรัพย์มา.
พระราชาทรงส่งเกวียนพันเล่มไป ให้นำทรัพย์มา เกลี่ยไว้ที่พระลานหลวง. กองทรัพย์ได้เป็นกองสูงประมาณเท่าต้นตาล. พระราชารับสั่งให้ชาวเมืองประชุมกันแล้ว ตรัสถามว่า "ในกรุงนี้ ใครมีทรัพย์ถึงเท่านี้ไหม?"
ชาวเมือง. ไม่มี พระเจ้าข้า.
พระราชา. จะควรทำอย่างไร? แก่คนมีทรัพย์มากอย่างนี้.
ชาวเมือง. ควรตั้งเป็นเศรษฐี พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงทำสักการะเป็นอันมากแก่เขาแล้ว รับสั่งให้พระราช
ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสบอกที่บ้านของเศรษฐีคนหนึ่งในกาลก่อนแก่เขาแล้ว ตรัสว่า "เธอจงให้ถางพุ่มไม้ที่เกิดในที่นี้แล้ว ปลูกเรือนอยู่เถิด." เมื่อเขาแผ้วถางที่นั้น ขุดพื้นที่ทำให้เรียบอยู่, หม้อทรัพย์ได้ผุดขึ้นยัดเยียดกันและกัน. เมื่อเขากราบทูลแด่พระราชา ท้าวเธอจึงรับสั่งว่า "หม้อทรัพย์เกิดเพราะบุญของเธอนั่นเอง เธอนั่นแหละจงถือเอาเถิด."
ครั้งนั้น มารดาบิดาของนางทราบความที่นางตั้งครรภ์ จึงได้ให้เครื่อง
นางบอกแก่มารดาบิดาแล้วก็ได้กระทำตามประสงค์. ความแพ้ท้องระงับไปแล้ว.
ต่อมาในงานมงคล ๗ ครั้งแม้อื่นจากนั้น. มารดาบิดาของนางเลี้ยงภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระธรรมเสนาบดีเถระเป็นประมุข ด้วยรสปลาตะเพียนเหมือนกัน.
พึงทราบเรื่องทั้งหมด โดยนัยที่กล่าวแล้วในเรื่องติสสกุมาร นั้นแล.
ก็แต่ว่า นี้เป็นผลแห่งการถวายรสปลาตะเพียนที่ถวาย ในกาลที่เด็กนี้เป็นมหาทุคตะนั่นเอง.
พระเถระจึงกล่าวว่า "เด็กนี้ชื่ออะไร?"
มารดาของเด็กตอบว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คนเงอะงะในเรือนนี้ แม้พวกพูดไม่ได้เรื่อง ก็กลับเป็นผู้ฉลาด ตั้งแต่กาลที่เด็กนี้ถือปฏิสนธิในท้อง เพราะฉะนั้น บุตรของดิฉัน จักมีชื่อว่า "หนูบัณฑิต" เถิด.
พระเถระได้ให้สิกขาบททั้งหลายแล้ว. ก็ตั้งแต่วันที่หนูบัณฑิตเกิดมา ความคิดเกิดขึ้นแก่มารดาของเขาว่า "เราจักไม่ทำลายอัธยาศัยของบุตรเรา." ในเวลาที่เขามีอายุได้ ๗ ขวบ เขากล่าวกะมารดาว่า "ผมจักบวชในสำนักพระเถระ." นางกล่าวว่า "ได้ พ่อคุณ, แม่ได้นึกไว้แล้วอย่างนี้ว่า จักไม่ทำลายอัธยาศัยของเจ้า" ดังนี้แล้ว จึงนิมนต์พระเถระให้ฉันแล้ว กล่าวว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ทาสของท่าน อยากจะบวช, ดิฉันจักนำเด็กนี้ไปวิหารในเวลาเย็น" ส่งพระเถระไปแล้ว ให้หมู่ญาติประชุมกัน กล่าวว่า "พวกข้าพเจ้าจักทำสักการะที่ควรทำแก่บุตรของข้าพเจ้า ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ในวันนี้ทีเดียว" ดังนี้แล้ว ก็ให้ทำสักการะมากมาย พาหนูบัณฑิตนั้นไปสู่วิหาร ได้มอบถวายแก่พระเถระว่า "ขอท่านจงให้เด็กนี้บวชเถิด เจ้าข้า."
พระเถระบอกความที่การบวชเป็นกิจทำได้ยากแล้ว, เมื่อเด็กรับรองว่า "ผมจักทำตามโอวาทของท่าน ขอรับ" จึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น จงมาเถิด" ชุบผมให้เปียกแล้ว บอกตจปัญจกกัมมัฏฐาน ให้บวชแล้ว.
แม้มารดาบิดาของบัณฑิตสามเณรนั้น อยู่ในวิหารนั่นเองสิ้น ๗ วัน ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยรสปลาตะเพียนอย่างเดียว ในวันที่เจ็ด เวลาเย็นจึงได้ไปเรือน.
ในวันที่แปด พระเถระเมื่อจะไปภายในบ้าน พาสามเณรนั้นไป ไม่ได้ไปกับหมู่ภิกษุ.
เพราะเหตุไร?
เพราะว่า การห่มจีวรและถือบาตรหรืออิริยาบถของเธอ ยังไม่น่าเลื่อมใสก่อน;
อีกอย่างหนึ่ง วัตรที่พึงทำในวิหารของพระเถระ ยังมีอยู่.
อนึ่ง พระเถระ, เมื่อภิกษุสงฆ์เข้าไปภายในบ้านแล้ว, เที่ยวไปทั่ววิหาร กวาดที่ๆ ยังไม่กวาด ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ในภาชนะที่ว่างเปล่า เก็บเตียงตั่งเป็นต้น ที่ยังเก็บไว้ไม่เรียบร้อยแล้ว จึงเข้าไปบ้านภายหลัง;
อีกอย่างหนึ่ง ท่านคิดเห็นว่า "พวกเดียรถีย์เข้าไปยังวิหารว่างแล้ว อย่าได้เพื่อจะพูดว่า ‘ดูเถิด ที่นั่งของพวกสาวกพระสมณโคดม’ ดังนี้แล้ว จึงได้จัดแจงวิหารทั้งสิ้น เข้าไปบ้านภายหลัง เพราะฉะนั้น แม้ในวันนั้น พระเถระให้สามเณรนั่นเองถือบาตรจีวร เข้าไปบ้านสายหน่อย.
พระเถระ. ชื่อว่าเหมือง สามเณร.
สามเณร. เขาทำอะไร? ด้วยเหมืองนี้.
พระเถระ. เขาไขน้ำจากที่นี้ๆ แล้ว ทำการงานเกี่ยวด้วยข้าวกล้าของตน.
สามเณร. ก็น้ำมีจิตไหม? ขอรับ
พระเถระ. ไม่มี เธอ.
สามเณร. ชนทั้งหลายย่อมไขน้ำที่ไม่มีจิตเห็นปานนี้สู่ที่ๆ ตนปรารถนาแล้วๆ ได้หรือ? ขอรับ.
พระเถระ. ได้ เธอ.
สามเณรนั้นคิดว่า "ถ้าคนทั้งหลายไขน้ำซึ่งไม่มีจิตแม้เห็นปานนี้ สู่ที่ๆ ตนปรารถนาแล้วๆ ทำการงานได้ เหตุไฉน? คนมีจิตแท้ๆ จักไม่อาจเพื่อทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรม."
เธอเดินต่อไปเห็นพวกช่างศรกำลังเอาลูกศรลนไฟแล้ว เล็งด้วยหางตา ดัดให้ตรง จึงเรียนถามว่า "พวกนี้ชื่อพวกอะไรกัน? ขอรับ."
พระเถระ. ชื่อช่างศร เธอ.
สามเณร. ก็พวกเขาทำอะไรกัน?
พระเถระ. เขาลนที่ไฟ แล้วดัดลูกศรให้ตรง.
สามเณร. ลูกศรนั่นมีจิตไหม? ขอรับ.
พระเถระ. ไม่มีจิต เธอ.
เธอคิดว่า "ถ้าคนทั้งหลายถือเอาลูกศรอันไม่มีจิตลนไฟแล้ว ดัดให้ตรงได้ เพราะเหตุไร? แม้คนมีจิต จึงจักไม่อาจเพื่อทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรมเล่า?"
ครั้นสามเณรเดินต่อไป เห็นชนถากไม้ทำเครื่องทัพสัมภาระมีกำกงและดุมเป็นต้น จึงเรียนถามว่า "พวกนี้ชื่อพวกอะไร? ขอรับ."
พระเถระ. ชื่อช่างถาก เธอ.
สามเณร. ก็พวกเขาทำอะไรกัน?
พระเถระ. เขาถือเอาไม้แล้วทำล้อแห่งยานน้อยเป็นต้น เธอ.
สามเณร. ก็ไม้เหล่านั่นมีจิตไหม? ขอรับ.
พระเถระ. ไม่มีจิต เธอ.
ฝ่ายสามเณรไหว้พระอุปัชฌาย์แล้ว เมื่อจะกลับ จึงเรียนว่า "ใต้เท้า เมื่อจะนำอาหารมาเพื่อกระผม พึงนำมาด้วยรสปลาตะเพียนเถอะขอรับ."
พระเถระ. เราจักได้ ในที่ไหนเล่า? เธอ.
สามเณรเรียนว่า ถ้าไม่ได้ด้วยบุญของใต้เท้า ก็จักได้ด้วยบุญของกระผม ขอรับ.
พระเถระวิตกว่า "แม้อันตรายจะพึงมีแก่สามเณรเล็ก ผู้นั่งข้างนอก" จึงให้ลูกดาลไปแล้วบอกว่า "ควรเปิดประตูห้องอยู่ของฉันแล้ว เข้าไปนั่งเสียภายใน."
เธอได้กระทำอย่างนั้นแล้ว นั่งหยั่งความรู้ลงในกรัชกายของตน พิจารณา
ท้าวเธอใคร่ครวญว่า "จักมีเหตุอะไรกันหนอ?" ทรงดำริได้ว่า "บัณฑิตสามเณรถวายบาตรและจีวรแก่พระอุปัชฌาย์แล้วกลับ ด้วยตั้งใจว่า ‘จักทำสมณธรรม’ แม้เราก็ควรไปในที่นั้น" ดังนี้แล้ว
ตรัสเรียกท้าวมหาราชทั้ง ๔ มา ตรัสว่า "พวกท่านจงไปไล่นกที่บินจอแจอยู่ในป่าใกล้วิหารให้หนีไป แล้วยึดอารักขาไว้โดยรอบ", ตรัสกะ
ฝ่ายพระเถระคิดว่า "สามเณรนั่งแล้วในวิหาร เราอาจจะได้โภชนะที่สมประสงค์
ก็ในวันนั้น มนุษย์ทั้งหลายในตระกูลนั้นได้ปลาตะเพียนหลายตัว นั่งดูการมาแห่งพระเถระอยู่เทียว. พวกเขาเห็นพระเถระกำลังมาจึงกล่าวว่า "ท่านขอรับ ท่านมาที่นี้ ทำกรรมเจริญแล้ว" แล้วนิมนต์ให้เข้าไปข้างใน ถวายข้าวยาคูและของควรเคี้ยวเป็นต้นแล้ว ได้ถวายบิณฑบาตด้วยรสปลาตะเพียน. พระเถระแสดงอาการจะนำไป. พวกมนุษย์เรียนว่า "นิมนต์ฉันเถิด ขอรับ ใต้เท้าจักได้แม้ภัตสำหรับจะนำไป" ในเวลาเสร็จภัตกิจของพระเถระ ได้เอาโภชนะประกอบด้วยรสปลาตะเพียนใส่เต็มบาตร ถวายแล้ว. พระเถระคิดว่า "สามเณรของเราหิวแล้ว" จึงได้รีบไป.
ลำดับนั้น พระองค์ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า "สารีบุตรถือภัตเพื่อสามเณรรีบมา, เธอจะพึงทำอันตรายแก่สามเณรนั้นก็ได้, เราจักนั่งถือเอาอารักขาที่ซุ้มประตู, ทีนั้นจักถามปัญหา ๔ ข้อกะเธอ เมื่อเธอแก้อยู่ สามเณรจักบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา" ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปจากวิหารนั้น ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตู ตรัสถามปัญหา ๔ ข้อกะพระเถระผู้มาถึงแล้ว.
พระเถระแก้ปัญหาที่พระศาสดาตรัสถามแล้ว.
ในปัญหานั้น มีปุจฉาวิสัชนาดังต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า "สารีบุตร เธอได้อะไรมา?
พระเถระ. อาหาร พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ชื่อว่าอาหาร ย่อมนำอะไรมา? สารีบุตร.
พระเถระ. เวทนา พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เวทนา ย่อมนำอะไรมา? สารีบุตร.
พระเถระ. รูป พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ก็รูป ย่อมนำอะไรมา? สารีบุตร.
พระเถระ. ผัสสะ พระเจ้าข้า.
จริงอยู่ อาหารอันคนหิวบริโภคแล้ว กำจัดความหิวของเขาแล้ว นำสุขเวทนามาให้, เมื่อสุขเวทนาเกิดขึ้นแก่ผู้มีความสุข เพราะการบริโภคอาหาร วรรณสมบัติย่อมมีในสรีระ, เวทนาชื่อว่าย่อมนำรูปมาด้วยอาการอย่างนี้,
ก็ผู้มีสุขเกิดสุขโสมนัส ด้วยอำนาจรูปที่เกิดจากอาหาร นอนอยู่ก็ตาม นั่งอยู่ก็ตาม ด้วยคิดว่า "บัดนี้ อัสสาทะเกิดแก่เราแล้ว" ย่อมได้สุขสัมผัส.
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเธอว่า "สามเณร จงทำภัตกิจเสียเถิด."
สามเณร. ก็ใต้เท้าเล่า ขอรับ.
พระเถระ. เราทำภัตกิจเสร็จแล้ว, เธอจงทำเถิด.
เด็กอายุ ๗ ขวบบวชแล้ว ในวันที่ ๘ บรรลุพระอรหัต เป็นเหมือนดอกปทุมที่แย้มแล้ว ในขณะนั้น ได้นั่งพิจารณาที่เป็นที่ใส่ภัต ทำภัตกิจแล้ว.
ในขณะที่เธอล้างบาตรเก็บไว้ จันท
พระศาสดาทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้วเสด็จมา ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไรกัน?"
พวกภิกษุ. เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาผู้มีบุญทำสมณธรรม จันท
ถึงเราผู้มีความขวนขวายน้อยด้วยนึกเสียว่า ‘เป็นพระพุทธเจ้า’ ก็ไม่ได้เพื่อจะนั่งอยู่ได้ ยังได้ไปยึดอารักขาเพื่อบุตรของเรา ที่ซุ้มประตู
พวกบัณฑิตเห็นคนไขน้ำกำลังไขน้ำไปจากเหมือง ช่างศรกำลังดัดลูกศรให้ตรง และช่างถากกำลังถากไม้แล้ว ถือเอาเหตุเท่านั้น ให้เป็นอารมณ์ทรมานตนแล้ว ย่อมยึดเอาพระอรหัตไว้ได้ทีเดียว"
ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
| ๕. | อุทกญฺหิ นยนฺติ เนตฺติกา | ||
| อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ | |||
| ทารุ ํ นมยนฺติ ตจฺฉกา | |||
| อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา. | |||
| อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ, ช่างศรทั้งหลายย่อมดัดศร, | |||
| ช่างถากทั้งหลายย่อมถากไม้, บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน. | |||
บทว่า เตชนํ ได้แก่ ลูกศร.
มีพระพุทธาธิบาย ตรัสไว้ดังนี้ว่า :-
"พวกคนไขน้ำย่อมไขน้ำไปตามชอบใจของตนได้, แม้ช่างศรก็ย่อมลนดัดลูกศร คือทำให้ตรง, ถึงช่างถาก เมื่อจะถากเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทัพสัมภาระมีกงเป็นต้น ย่อมดัดไม้ คือทำให้ตรงหรือคด ตามชอบใจของตน.
บัณฑิตทั้งหลายทำเหตุมีประมาณเท่านี้ ให้เป็นอารมณ์อย่างนั้นแล้ว ยังมรรคมีโสดาปัตติมรรคเป็นต้นให้เกิดขึ้นอยู่ ย่อมชื่อว่าทรมานตน, แต่เมื่อบรรลุพระอรหัตแล้วย่อมจัดว่าทรมานโดยส่วนเดียว."
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องบัณฑิตสามเณร จบ.
Wednesday, October 26, 2016
อดทน จนไม่รู้สึกว่าต้องทน
"อดทน จนไม่รู้สึกว่าต้องทน"
...ทำไมเราต้องทน ทนเพื่ออะไร..??
...แต่หากเราได้รู้ถึงเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์
ว่าแท้จริงแล้ว เราเกิดมาไม่ใช่เป้าหมายอื่นใดเลย นอกจากการทำพระนิพพานให้แจ้ง
...เกิดมาเพื่อทำกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้นไป
เมื่อมีความเข้าใจลึกซึ้งถึงสิ่งนี้เราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า
ด้วยเหตุผลนี้เราจึงต้องอดทน..
...ทนต่อทุกอย่าง ทนต่อความลำบาก
ทนต่อทุกขเวทนา
ทนต่อความเจ็บใจ
ไม่โต้ตอบแม้จะกระทบกระทั่งกันรุนแรง
ทนต่ออำนาจกิเลส..
ทนเพื่อเราจะได้ไม่ต้องสร้างกรรมใหม่เพิ่ม
...หากเข้าใจอย่างนี้แล้ว
เราจะรู้สึกว่า เราไม่ได้ทนเพื่อใครเลย
แต่เรากำลังทนเพื่อตัวเองโดยแท้
...เราไม่ได้พ่ายแพ้ต่อใครเลย เรายอม นิ่งอยู่
ก็เพื่อจะได้ไม่ไปสร้างกรรมใหม่ที่ไม่ดีเพิ่มขึ้น
แล้วต้องกลับมาชดใช้วิบากนั้นอีกอย่างยาวนาน
...อดทน จนไม่รู้สึกว่าต้องทน เมื่อนั้นจึงจะชนะ
เราต้องอดทนอย่างถูกหลักวิชชา
โดยหยุดนิ่งเฉยเสียนำใจมาหยุด ณ ศูนย์กลางกาย
...ลองทำอารมณ์เฉยๆตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด
แล้วเราจะพบว่า เราคือผู้ชนะที่แท้จริง
เป็นชัยชนะที่ไม่กลับมาแพ้อีก
จะกลายเป็นผู้มีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสารในที่สุด
คุณครูไม่ใหญ่
...ทำไมเราต้องทน ทนเพื่ออะไร..??
...แต่หากเราได้รู้ถึงเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์
ว่าแท้จริงแล้ว เราเกิดมาไม่ใช่เป้าหมายอื่นใดเลย นอกจากการทำพระนิพพานให้แจ้ง
...เกิดมาเพื่อทำกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้นไป
เมื่อมีความเข้าใจลึกซึ้งถึงสิ่งนี้เราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า
ด้วยเหตุผลนี้เราจึงต้องอดทน..
...ทนต่อทุกอย่าง ทนต่อความลำบาก
ทนต่อทุกขเวทนา
ทนต่อความเจ็บใจ
ไม่โต้ตอบแม้จะกระทบกระทั่งกันรุนแรง
ทนต่ออำนาจกิเลส..
ทนเพื่อเราจะได้ไม่ต้องสร้างกรรมใหม่เพิ่ม
...หากเข้าใจอย่างนี้แล้ว
เราจะรู้สึกว่า เราไม่ได้ทนเพื่อใครเลย
แต่เรากำลังทนเพื่อตัวเองโดยแท้
...เราไม่ได้พ่ายแพ้ต่อใครเลย เรายอม นิ่งอยู่
ก็เพื่อจะได้ไม่ไปสร้างกรรมใหม่ที่ไม่ดีเพิ่มขึ้น
แล้วต้องกลับมาชดใช้วิบากนั้นอีกอย่างยาวนาน
...อดทน จนไม่รู้สึกว่าต้องทน เมื่อนั้นจึงจะชนะ
เราต้องอดทนอย่างถูกหลักวิชชา
โดยหยุดนิ่งเฉยเสียนำใจมาหยุด ณ ศูนย์กลางกาย
...ลองทำอารมณ์เฉยๆตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด
แล้วเราจะพบว่า เราคือผู้ชนะที่แท้จริง
เป็นชัยชนะที่ไม่กลับมาแพ้อีก
จะกลายเป็นผู้มีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสารในที่สุด
คุณครูไม่ใหญ่
Thursday, October 6, 2016
อาชีพ..ต้องเลือกให้ดี !!!
จะประกอบอาชีพอะไรต้องเลือกให้ดีนะ
สัมมาอาชีวะหรือมิจฉาชีวะ
เราต้องศึกษากันเสียก่อน
อยากรวย ครูไม่ใหญ่เห็นด้วย
แต่จะรวยด้วยอาชีพอะไรจำเป็นต้องศึกษา
"มิจฉาชีวะ" แม้รวยมาก..ก็ทุกข์
แล้วรวยชาติเดียว
ทุกข์ทั้งปัจจุบัน หน้าชื่น อกเหงาๆๆๆ
ตาย...ก็ไปอบาย
เกิดมาในสังสารวัฏก็ทุกข์ยาวนานต่อไปอีก
แต่ถ้า "สัมมาอาชีวะ"
รวยแม้อาจจะไม่เท่ามิจฉาชีวะ
แต่ก็มีสุขกันไปทุกชาติ
แล้วก็จะรวยไปหลายชาติ
เวลานำปัจจัยนั้นมาทำบุญก็ได้บุญมาก
แต่ถ้านำปัจจัยจากการ
ประกอบมิจฉาชีวะมาทำบุญ
ทำมากได้น้อย
มันเป็นบุญปนบาป
คุณครูไม่ใหญ่
26 มิถุนายน พ.ศ. 2546
-----------------------
อาชีพที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงห้าม !!!
จะประกอบอาชีพอะไร ต้องเลือกให้ดี
สุรา บุหรี่ ยาเสพติดทุกชนิด ควรหมดไปจากโลกใบนี้
มิจฉาอาชีวะ 5 อย่าง
1. ขายอาวุธ ได้แก่ อาวุธปืน อาวุธเคมี ระเบิด นิวเคลียร์ อาวุธอื่น ๆ เป็นต้น
2. ค้ามนุษย์ ได้แก่ การค้าขายเด็ก การค้าทาส
ตลอดจนการใช้แรงงานเด็กและสตรีอย่างทารุณ
รวมถึงการขายตัวหรือขายบริการทางเพศทั้งของตัวเองและผู้อื่น
3. ค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า
4. ค้าขายน้ำเมา สารเสพติดทุกชนิด รวมถึงการเสพเอง
5. ขายยาพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสัตว์
คำสอนคุณครูไม่ใหญ่ (หลวงพ่อธัมมชโย)
วัดพระธรรมกาย
Friday, August 19, 2016
เรามาทบทวนการบ้าน ๑๐ ข้อ ของคุณครูไม่ใหญ่กันนะครับ
http://strikerforpapa.blogspot.sg/2016/08/1-2-httpgoo.html
การที่เราอยู่ในองค์พระ นั้นแสดงว่าร่างกายของเราอยู่ในพิทักษ์ของท่าน อยู่ในกระแสของพระนิพพานย่อมสดใส ปลอดภัยและแข็งแรง เพราะพระนิพพานนั้นอยู่เหนือภาวะเกิด แก่ เจ็บ ตาย การกระทำเช่นนี้อย่างน้อยก็มีผลให้เราสดใส แข็งแรง หรืออายุยืนขึ้นกว่าควร
การที่ใจเราผูกพันอยู่กับองค์พระย่อมทำให้เราไม่เผลอกระทำการอันไม่ควร หรือด้วยความรู้สึกว่าเราเป็นองค์พระนี่แหละที่จะป้องกันเราพ้นภัย พ้นการประพฤติในสิ่งที่เป็นภัยทั้งกับตนเองและคนอื่นรวมทั้งพระท่านจะดึง ดูดกระแสที่เหมือน ๆ กันกับองค์ท่าน คือ "ความดีงาม" ให้ไหลมาสู่กายและใจของผู้ที่มีจิตผูกพันกับท่านอยู่เป็นนิตย์
ชีวิตของผู้ประพฤติเช่นนี้ จึงมีแต่จะปลอดภัย สดใส เจริญก้าวหน้า และอุดมสมบูรณ์
เพื่อเป็นการยืนยันว่าในแต่ ละชั่วโมงเรามีบุญหล่อเลี้ยงแน่ๆ และในทุก ๆ ชั่วโมงใจของเรา ชีวิตของเรามีโอกาสเข้าไปต่อเนื่องกับพระนิพพาน ชีวิตในหนึ่งวันทำงานมีบุญของพระนิพพานมาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา การทำเช่นนี้ย่อมทำให้นอกจากบุญจะไหลอย่างต่อเนื่องแล้วยังเป็นการเพิ่มบุญ ในแต่ละชั่วโมงอีกด้วย
เพราะการมีชีวิต ทำงาน หรืออยู่กับสิ่งดี ๆไป 1 ชั่วโมงนั้น คือ "การใช้บุญ" ไปแล้ว ดังนั้นการนึกถึงองค์พระทุกหนึ่งชั่วโมงจึงเป็นการประกันว่าบุญที่ใช้ไปนั้น "เราได้หามาทดแทน" หรือหากหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านไปเป็นการสร้างความดี การทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการทำให้บุญยิ่งทับทวีมากมาย
1.นำบุญไปฝากคนที่บ้าน
นำ บุญไปฝากคนที่บ้าน หมายถึง การเดินทางกลับบ้านด้วยความสดชื่น ด้วยจิตใจสดใสมีพลัง เต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา และความเข้าใจถึงสภาวะในบ้านของตน คนใกล้ชิด อย่างพอคาดคะเนได้ว่าในแต่ละวันจะต้องกลับไปพบกับอะไร ทำให้เกิดภาวะเตรียมตัว เตรียมใจ ห่อหุ้มตนไว้ด้วย สภาวธรรมที่ตนเข้าถึง หรือด้วยอารมณ์สดใสแช่มชื่น อย่างพร้อมที่จะพบกับทุกสิ่งบนพื้นฐานแห่งเมตตาธรรมของตน2. จดบันทึกผลการปฏิบัติธรรม ทั้ง นี้เพื่อการพัฒนาที่ต่อเนื่องในเรื่องของการปฏิบัติ การจดบันทึกทำให้เกิดการทบทวน ธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งทบทวนยิ่งรู้แจ้ง ยิ่งเกิดบุญ ครั้นเมื่อกลับมาอ่านในตอนเช้า หรือวันต่อไปจะทำให้ธรรมะของเราต่อเนื่องและลุ่มลึก เป็นข้อดีอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดพัฒนาในการปฏิบัติธรรม ทำให้ปรับตนได้ จับอารมณ์ของตัวเองว่าอย่างไรจึงทำให้ธรรมะดี อย่างไรทำให้การปฏิบัติถดถอย หรือละเอียดได้ไม่เท่าเดิม
รายละเอียดเพิ่มเติมข้อที่ 1 และข้อที่ 2 >>>http://goo.gl/xip6Qu
นำ บุญไปฝากคนที่บ้าน หมายถึง การเดินทางกลับบ้านด้วยความสดชื่น ด้วยจิตใจสดใสมีพลัง เต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา และความเข้าใจถึงสภาวะในบ้านของตน คนใกล้ชิด อย่างพอคาดคะเนได้ว่าในแต่ละวันจะต้องกลับไปพบกับอะไร ทำให้เกิดภาวะเตรียมตัว เตรียมใจ ห่อหุ้มตนไว้ด้วย สภาวธรรมที่ตนเข้าถึง หรือด้วยอารมณ์สดใสแช่มชื่น อย่างพร้อมที่จะพบกับทุกสิ่งบนพื้นฐานแห่งเมตตาธรรมของตน2. จดบันทึกผลการปฏิบัติธรรม ทั้ง นี้เพื่อการพัฒนาที่ต่อเนื่องในเรื่องของการปฏิบัติ การจดบันทึกทำให้เกิดการทบทวน ธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งทบทวนยิ่งรู้แจ้ง ยิ่งเกิดบุญ ครั้นเมื่อกลับมาอ่านในตอนเช้า หรือวันต่อไปจะทำให้ธรรมะของเราต่อเนื่องและลุ่มลึก เป็นข้อดีอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดพัฒนาในการปฏิบัติธรรม ทำให้ปรับตนได้ จับอารมณ์ของตัวเองว่าอย่างไรจึงทำให้ธรรมะดี อย่างไรทำให้การปฏิบัติถดถอย หรือละเอียดได้ไม่เท่าเดิม
รายละเอียดเพิ่มเติมข้อที่ 1 และข้อที่ 2 >>>http://goo.gl/xip6Qu
3. ก่อนนอนนึกถึงบุญที่สั่งสมมาทั้งหมด หมาย ถึง ทุกคืนก่อนล้มตัวลงนอน หรือก่อนเข้านอน หรือเมื่ออยู่ในช่วงเวลาก่อนนอนให้นึกถึงความดีที่ทำมาตลอดวัน ตลอดสัปดาห์ ตลอดเดือน ตลอดปี โดยเริ่มต้นที่บุญหรือความดีที่ประทับใจที่สุดเพื่อให้เกิดปีติ จากนั้นความปีตินั้นก็จะทำหน้าที่ดึงดูดบุญหรือความดีอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ หรือทำให้นึกได้อย่างต่อเนื่องจนเกิดความรู้สึกภูมิใจ ปีติใจ ชื่นใจในตนเอง
รายละเอียดเพิ่มเติมข้อที่ 3 และข้อที่ 4 >>>http://goo.gl/dWdZN3
4.หลับในอู่แห่งทะเลบุญ
หมาย ถึง การฝึกให้หลับอย่างมีสติ หลับไปในห้วงของความสว่าง ในห้วงของความสงบ หรือหลับไปในปีติหลังจากที่นึกถึงบุญที่สั่งสมมาทั้งหมดแล้วรายละเอียดเพิ่มเติมข้อที่ 3 และข้อที่ 4 >>>http://goo.gl/dWdZN3
5.ตื่นในอู่แห่งทะเลบุญ หมายความว่าให้ตื่นในความสว่างไสว ตื่นอย่างสดใส ตื่นอย่างอารมณ์ดี ตื่นอย่างมีสติเตือนตนถึงความดีที่ได้ทำมา
เพื่อเช้าวันใหม่ ชีวิตใหม่จะได้ดีกว่าชีวิตเดิมเมื่อวานนี้ เพื่อการทำงาน ทำความดีได้เต็มที่เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม
6.เมื่อตื่นแล้วรวมใจเป็นหนึ่งกับองค์พระ 1 นาที
ใน 1 นาทีให้นึกว่าเราโชคดีที่รอดตายมาอีกหนึ่งวันขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้น ตายแน่ ตายแน่
หมาย ความว่า ทันทีที่เรารู้สึกตัวตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ สิ่งแรกที่เราต้องฝึกคิดถึงเป็นอันดับแรกคือ องค์พระ สัก 1 นาที และใน 1 นาทีนั้นให้เรานึกว่าเราโชคดีที่รอดตายมาได้อีก 1 วัน แล้วแผ่เมตตาขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้นตายแน่ ตายแน่
ทันที ที่ตื่นในอู่แห่งทะเลบุญได้ย่อมปรารถนาสิ่งที่ดีที่สุดต่อไปในวันนั้น ซึงไม่มีของขวัญสิ่งใดจะมีค่าเท่ากับการให้ "องค์พระ" กับตัวเอง เพราะองค์พระธรรมกาย คือสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์พูนสุขและปลอดภัย สัญลักษณ์แห่งเป้าหมายในการเกิดมา รวมทั้งสัญลักษณ์ของวิธีต่อสู้ที่จะเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง
และด้วย อำนาจแห่งองค์พระท่ามกลางอู่แห่งทะเลบุญของเรานั้น ย่อมมีอำนาจเป็นกระแสแห่งเมตตาธรรมที่เราจะแผ่ออกไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้ง หลายผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย กับเราในห้วงสังสารวัฏนี้ได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังเป็นการขอบพระคุณบุญ ขอบพระคุณองค์พระธรรมกายผู้ดูแลรักษาหนทางสายกลางหนทางแห่งทะเลบุญที่ช่วย รักษาชีวิต รักษาลมหายใจไว้ให้เรา ในขณะที่เราหลับสนิทไปในยามค่ำคืน
อีกทั้ง องค์พระธรรมกาย ยังเป็นเสมือนผู้คอยเตือนว่า ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังไม่ไปพระนิพพาน เราย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวิสัยแห่งวัฏสงสาร คือเมื่อเกิดแล้ว ย่อมต้องตายในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งมีผลทำให้เราไม่ประมาท มีความคิดที่จะทำดีในชีวิตวันนี้ ชีวิตเฉพาะหน้า เพราะวันข้างหน้านั้นเสี่ยงภัย เนื่องจากเรานี้ตายแน่ ๆ โดยไม่มีโอกาสทราบล่วงหน้าว่าวันไหน
การรำลึกถึงองค์พระธรรมกาย นั้นคือการประกันว่าวันใหม่นี้พระจะคุ้มครอง พระจะนำทางและพระจำนำสิ่งที่ดีมาให้ ชีวิตวันใหม่นี้ย่อมปลอดภัยแน่นอน เพราะพระท่านมานำทางให้ ท่านย่อมทำให้สิ่งร้ายๆ ถอยไกลออกไปด้วยอำนาจแห่งธรรมบารมี
รายละเอียดเพิ่มเติมข้อที่ 5 และข้อที่ 6 >>> http://goo.gl/OWSdfc
เพื่อเช้าวันใหม่ ชีวิตใหม่จะได้ดีกว่าชีวิตเดิมเมื่อวานนี้ เพื่อการทำงาน ทำความดีได้เต็มที่เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม
6.เมื่อตื่นแล้วรวมใจเป็นหนึ่งกับองค์พระ 1 นาที
ใน 1 นาทีให้นึกว่าเราโชคดีที่รอดตายมาอีกหนึ่งวันขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้น ตายแน่ ตายแน่
หมาย ความว่า ทันทีที่เรารู้สึกตัวตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ สิ่งแรกที่เราต้องฝึกคิดถึงเป็นอันดับแรกคือ องค์พระ สัก 1 นาที และใน 1 นาทีนั้นให้เรานึกว่าเราโชคดีที่รอดตายมาได้อีก 1 วัน แล้วแผ่เมตตาขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้นตายแน่ ตายแน่
ทันที ที่ตื่นในอู่แห่งทะเลบุญได้ย่อมปรารถนาสิ่งที่ดีที่สุดต่อไปในวันนั้น ซึงไม่มีของขวัญสิ่งใดจะมีค่าเท่ากับการให้ "องค์พระ" กับตัวเอง เพราะองค์พระธรรมกาย คือสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์พูนสุขและปลอดภัย สัญลักษณ์แห่งเป้าหมายในการเกิดมา รวมทั้งสัญลักษณ์ของวิธีต่อสู้ที่จะเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง
และด้วย อำนาจแห่งองค์พระท่ามกลางอู่แห่งทะเลบุญของเรานั้น ย่อมมีอำนาจเป็นกระแสแห่งเมตตาธรรมที่เราจะแผ่ออกไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้ง หลายผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย กับเราในห้วงสังสารวัฏนี้ได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังเป็นการขอบพระคุณบุญ ขอบพระคุณองค์พระธรรมกายผู้ดูแลรักษาหนทางสายกลางหนทางแห่งทะเลบุญที่ช่วย รักษาชีวิต รักษาลมหายใจไว้ให้เรา ในขณะที่เราหลับสนิทไปในยามค่ำคืน
อีกทั้ง องค์พระธรรมกาย ยังเป็นเสมือนผู้คอยเตือนว่า ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังไม่ไปพระนิพพาน เราย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวิสัยแห่งวัฏสงสาร คือเมื่อเกิดแล้ว ย่อมต้องตายในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งมีผลทำให้เราไม่ประมาท มีความคิดที่จะทำดีในชีวิตวันนี้ ชีวิตเฉพาะหน้า เพราะวันข้างหน้านั้นเสี่ยงภัย เนื่องจากเรานี้ตายแน่ ๆ โดยไม่มีโอกาสทราบล่วงหน้าว่าวันไหน
การรำลึกถึงองค์พระธรรมกาย นั้นคือการประกันว่าวันใหม่นี้พระจะคุ้มครอง พระจะนำทางและพระจำนำสิ่งที่ดีมาให้ ชีวิตวันใหม่นี้ย่อมปลอดภัยแน่นอน เพราะพระท่านมานำทางให้ ท่านย่อมทำให้สิ่งร้ายๆ ถอยไกลออกไปด้วยอำนาจแห่งธรรมบารมี
7.ทั้งวันให้ทำความรู้สึกว่าตัวเราอยู่ในองค์พระ องค์พระอยู่ในตัวเรา ตัวเราเป็นองค์พระ องค์พระเป็นตัวเรา
หมาย ความถึง การทำใจให้ผูกพันอยู่กับองค์พระ ใจเรากับใจพระจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อชีวิตจะอยู่ในความปลอดภัย ร่างกายจะได้แข็งแรง เพราะการที่ใจอยู่กับพระ กระแสของพระก็จะเข้ามาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา
หมาย ความถึง การทำใจให้ผูกพันอยู่กับองค์พระ ใจเรากับใจพระจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อชีวิตจะอยู่ในความปลอดภัย ร่างกายจะได้แข็งแรง เพราะการที่ใจอยู่กับพระ กระแสของพระก็จะเข้ามาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา
การที่เราอยู่ในองค์พระ นั้นแสดงว่าร่างกายของเราอยู่ในพิทักษ์ของท่าน อยู่ในกระแสของพระนิพพานย่อมสดใส ปลอดภัยและแข็งแรง เพราะพระนิพพานนั้นอยู่เหนือภาวะเกิด แก่ เจ็บ ตาย การกระทำเช่นนี้อย่างน้อยก็มีผลให้เราสดใส แข็งแรง หรืออายุยืนขึ้นกว่าควร
การที่ใจเราผูกพันอยู่กับองค์พระย่อมทำให้เราไม่เผลอกระทำการอันไม่ควร หรือด้วยความรู้สึกว่าเราเป็นองค์พระนี่แหละที่จะป้องกันเราพ้นภัย พ้นการประพฤติในสิ่งที่เป็นภัยทั้งกับตนเองและคนอื่นรวมทั้งพระท่านจะดึง ดูดกระแสที่เหมือน ๆ กันกับองค์ท่าน คือ "ความดีงาม" ให้ไหลมาสู่กายและใจของผู้ที่มีจิตผูกพันกับท่านอยู่เป็นนิตย์
ชีวิตของผู้ประพฤติเช่นนี้ จึงมีแต่จะปลอดภัย สดใส เจริญก้าวหน้า และอุดมสมบูรณ์
8.ทุก 1 ชั่วโมง ขอ 1 นาที เพื่อหยุดใจ นึกถึงดวง องค์พระ หรือทำใจนิ่งๆ ว่างๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7
หมาย ความว่า วันทั้งวันที่ไม่ใช่เวลานอนเราจะได้ใกล้ชิดกับพระจริง ๆ ใกล้ชิดกับธรรมะเราเข้าถึงจริง ๆ เพราะในข้อที่ 7 นั้น เป็นการทำได้โดยโครงสร้าง เหมือนการวางตัวไว้ในกรอบเพื่อความไม่ประมาทแต่สำหรับข้อที่ 8 นี้ ถือเป็นการทำให้ละเอียดลงไปอีกขั้นตอนหนึ่ง
หมาย ความว่า วันทั้งวันที่ไม่ใช่เวลานอนเราจะได้ใกล้ชิดกับพระจริง ๆ ใกล้ชิดกับธรรมะเราเข้าถึงจริง ๆ เพราะในข้อที่ 7 นั้น เป็นการทำได้โดยโครงสร้าง เหมือนการวางตัวไว้ในกรอบเพื่อความไม่ประมาทแต่สำหรับข้อที่ 8 นี้ ถือเป็นการทำให้ละเอียดลงไปอีกขั้นตอนหนึ่ง
เพื่อเป็นการยืนยันว่าในแต่ ละชั่วโมงเรามีบุญหล่อเลี้ยงแน่ๆ และในทุก ๆ ชั่วโมงใจของเรา ชีวิตของเรามีโอกาสเข้าไปต่อเนื่องกับพระนิพพาน ชีวิตในหนึ่งวันทำงานมีบุญของพระนิพพานมาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา การทำเช่นนี้ย่อมทำให้นอกจากบุญจะไหลอย่างต่อเนื่องแล้วยังเป็นการเพิ่มบุญ ในแต่ละชั่วโมงอีกด้วย
เพราะการมีชีวิต ทำงาน หรืออยู่กับสิ่งดี ๆไป 1 ชั่วโมงนั้น คือ "การใช้บุญ" ไปแล้ว ดังนั้นการนึกถึงองค์พระทุกหนึ่งชั่วโมงจึงเป็นการประกันว่าบุญที่ใช้ไปนั้น "เราได้หามาทดแทน" หรือหากหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านไปเป็นการสร้างความดี การทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการทำให้บุญยิ่งทับทวีมากมาย
9.ทุก กิจกรรมตั้งแต่ตื่นนอน ไม่ว่าจะเป็นการล้างหน้า อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร ล้างจาน กวาดบ้าน ออกกำลังกาย ขับรถ ทำงาน ให้นึกถึงดวง หรือองค์พระไปด้วย
หมาย ถึงการทำใจให้จดจ่ออยู่กับธรรมะ อยู่กับศูนย์กลางกาย โดยไม่ต้องเลือกเวลา กิจกรรม หรือสถานที่ ซึ่งบางทีอาจนึกถึงดวง บางครั้งเป็นองค์พระ สลับไปมาก็ไม่เป็นไร จุดมุ่งหมายเพื่อให้ใจจดจ่ออยู่กับธรรมะ กับศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ของตน
การทำการบ้านข้อนี้จะมีผลทำให้ไม่ไป วุ่นวายกับเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของตน ทำให้ลดการเกิดวิบาก ลดการกระทำที่อาจทำให้เกิดบาปขึ้นได้ ตรงกันข้ามกลับทำให้บุญไหลมาเทมา ธรรมะสุกใสไปกับวันเวลาและภารกิจการงาน
หมาย ถึงการทำใจให้จดจ่ออยู่กับธรรมะ อยู่กับศูนย์กลางกาย โดยไม่ต้องเลือกเวลา กิจกรรม หรือสถานที่ ซึ่งบางทีอาจนึกถึงดวง บางครั้งเป็นองค์พระ สลับไปมาก็ไม่เป็นไร จุดมุ่งหมายเพื่อให้ใจจดจ่ออยู่กับธรรมะ กับศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ของตน
การทำการบ้านข้อนี้จะมีผลทำให้ไม่ไป วุ่นวายกับเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของตน ทำให้ลดการเกิดวิบาก ลดการกระทำที่อาจทำให้เกิดบาปขึ้นได้ ตรงกันข้ามกลับทำให้บุญไหลมาเทมา ธรรมะสุกใสไปกับวันเวลาและภารกิจการงาน
10.สร้างบรรยากาศให้ดี สดชื่น ด้วยรอยยิ้ม และปิยวาจา หมายความถึงการสร้างสรรค์อารมณ์ที่ดี อารมณ์งดงาม ความสุนทรีให้เกิดในชีวิตและในบรรยากาศโดยรอบ"รอย ยิ้ม" เคยเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล เรียกว่า ยิ้มสยาม แต่นับวันรอยยิ้มของคนไทยเริ่มจางหายไปทุกที ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอีกทั้งสภาวะมลพิษทำให้คนไทยเกิดความเครียดในชีวิต หน้าที่การงาน ครอบครัว ทำให้ไม่มีอารมณ์ยิ้มเหมือนแต่ก่อน เมื่อยิ้มยากขึ้น คำพูดที่ออกมาก็กระด้าง ไม่ไพเราะ หรืออาจจะหยาบคาย ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบยิ่งตึงเครียด และเกิดการกระทบกระทั่งกัน ดังนั้นจึงต้องฝึกสร้างบรรยากาศด้วยรอยยิ้มและปิยวาจาโดยเริ่มที่ตัวเรา เมื่อเราส่งรอยยิ้มและปิยวาจาออกไป คนอื่นก็จะรู้สึกดีและส่งตอบกลับมาผลก็คือเกิดบรรยากาศที่ดีทำให้ใจเราดี ยิ่งขึ้น นุ่มนวลยิ่งขึ้น
-------------------------------------------------
ขอเชิญชวนชาวพุทธทุกท่านสวดธัมมจักฯ
และบันทึกผลสวดมนต์ผ่านระบบออนไลน์ได้ที่
www.dhammajak1m.org
และบันทึกผลสวดมนต์ผ่านระบบออนไลน์ได้ที่
www.dhammajak1m.org
-------------------------------------------------
แอดมินเชิญสมาชิกทุกๆคน สวดธัมมจักฯและ แผ่เมตตาก่อนนอน
บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าล้านพระองค์
โอวาทนำนั่งสมาธิ แผ่เมตตาก่อนนอน
https://youtu.be/l7_yUJvYkvw
หรือ
บทแผ่เมตตา อัปปมัญญา
https://youtu.be/N-LMotMHrVE
การแผ่เมตตาจะทำให้เราเป็นที่รักของหมู่มนุษย์และเทวดา ภัยพาลต่างๆและ ศาสตราวุธต่างๆ ทำอันตรายไม่ได้
เมื่อนั่งสมาธิใจจะรวมง่าย เข้าถึงสมาธิได้เร็ว
เหมือนดั่งเรื่อง ท่านกบิลดาบส ท่านแผ่เมตตาก่อนนอนไปยังสี่ทิศทุกคืน เก้ง เสื้อ เมื่อเข้ามาบริเวณที่ท่านอยู่ก็ต่างรักใครกัน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกัน เพราะแผ่นดินที่นั่นเป็นแผ่นดินที่สะอาด มีแต่อากาศบริสุทธิ์ เพราะ พลังเมตตาธรรมที่แผ่ออกไปอย่างนั้นทุกทิศทุกทาง
เรื่องราวของกบิลดาบส
http://strikerforpapa.blogspot.com/2016/06/1_16.html
https://youtu.be/l7_yUJvYkvw
หรือ
บทแผ่เมตตา อัปปมัญญา
https://youtu.be/N-LMotMHrVE
การแผ่เมตตาจะทำให้เราเป็นที่รักของหมู่มนุษย์และเทวดา ภัยพาลต่างๆและ ศาสตราวุธต่างๆ ทำอันตรายไม่ได้
เมื่อนั่งสมาธิใจจะรวมง่าย เข้าถึงสมาธิได้เร็ว
เหมือนดั่งเรื่อง ท่านกบิลดาบส ท่านแผ่เมตตาก่อนนอนไปยังสี่ทิศทุกคืน เก้ง เสื้อ เมื่อเข้ามาบริเวณที่ท่านอยู่ก็ต่างรักใครกัน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกัน เพราะแผ่นดินที่นั่นเป็นแผ่นดินที่สะอาด มีแต่อากาศบริสุทธิ์ เพราะ พลังเมตตาธรรมที่แผ่ออกไปอย่างนั้นทุกทิศทุกทาง
เรื่องราวของกบิลดาบส
http://strikerforpapa.blogspot.com/2016/06/1_16.html
Subscribe to:
Posts (Atom)








