Friday, August 19, 2016

เรามาทบทวนการบ้าน ๑๐ ข้อ ของคุณครูไม่ใหญ่กันนะครับ

http://strikerforpapa.blogspot.sg/2016/08/1-2-httpgoo.html

1.นำบุญไปฝากคนที่บ้าน
นำ บุญไปฝากคนที่บ้าน หมายถึง การเดินทางกลับบ้านด้วยความสดชื่น ด้วยจิตใจสดใสมีพลัง เต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา และความเข้าใจถึงสภาวะในบ้านของตน คนใกล้ชิด อย่างพอคาดคะเนได้ว่าในแต่ละวันจะต้องกลับไปพบกับอะไร ทำให้เกิดภาวะเตรียมตัว เตรียมใจ ห่อหุ้มตนไว้ด้วย สภาวธรรมที่ตนเข้าถึง หรือด้วยอารมณ์สดใสแช่มชื่น อย่างพร้อมที่จะพบกับทุกสิ่งบนพื้นฐานแห่งเมตตาธรรมของตน2. จดบันทึกผลการปฏิบัติธรรม ทั้ง นี้เพื่อการพัฒนาที่ต่อเนื่องในเรื่องของการปฏิบัติ การจดบันทึกทำให้เกิดการทบทวน ธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งทบทวนยิ่งรู้แจ้ง ยิ่งเกิดบุญ ครั้นเมื่อกลับมาอ่านในตอนเช้า หรือวันต่อไปจะทำให้ธรรมะของเราต่อเนื่องและลุ่มลึก เป็นข้อดีอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดพัฒนาในการปฏิบัติธรรม ทำให้ปรับตนได้ จับอารมณ์ของตัวเองว่าอย่างไรจึงทำให้ธรรมะดี อย่างไรทำให้การปฏิบัติถดถอย หรือละเอียดได้ไม่เท่าเดิม
รายละเอียดเพิ่มเติมข้อที่ 1 และข้อที่ 2 >>>http://goo.gl/xip6Qu


3. ก่อนนอนนึกถึงบุญที่สั่งสมมาทั้งหมด หมาย ถึง ทุกคืนก่อนล้มตัวลงนอน หรือก่อนเข้านอน หรือเมื่ออยู่ในช่วงเวลาก่อนนอนให้นึกถึงความดีที่ทำมาตลอดวัน ตลอดสัปดาห์ ตลอดเดือน ตลอดปี โดยเริ่มต้นที่บุญหรือความดีที่ประทับใจที่สุดเพื่อให้เกิดปีติ จากนั้นความปีตินั้นก็จะทำหน้าที่ดึงดูดบุญหรือความดีอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ หรือทำให้นึกได้อย่างต่อเนื่องจนเกิดความรู้สึกภูมิใจ ปีติใจ ชื่นใจในตนเอง
4.หลับในอู่แห่งทะเลบุญ 
หมาย ถึง การฝึกให้หลับอย่างมีสติ หลับไปในห้วงของความสว่าง ในห้วงของความสงบ หรือหลับไปในปีติหลังจากที่นึกถึงบุญที่สั่งสมมาทั้งหมดแล้ว

รายละเอียดเพิ่มเติมข้อที่ 3 และข้อที่ 4 >>>http://goo.gl/dWdZN3


5.ตื่นในอู่แห่งทะเลบุญ หมายความว่าให้ตื่นในความสว่างไสว ตื่นอย่างสดใส ตื่นอย่างอารมณ์ดี ตื่นอย่างมีสติเตือนตนถึงความดีที่ได้ทำมา
เพื่อเช้าวันใหม่ ชีวิตใหม่จะได้ดีกว่าชีวิตเดิมเมื่อวานนี้ เพื่อการทำงาน ทำความดีได้เต็มที่เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม
6.เมื่อตื่นแล้วรวมใจเป็นหนึ่งกับองค์พระ 1 นาที 

ใน 1 นาทีให้นึกว่าเราโชคดีที่รอดตายมาอีกหนึ่งวันขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้น ตายแน่ ตายแน่
หมาย ความว่า ทันทีที่เรารู้สึกตัวตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ สิ่งแรกที่เราต้องฝึกคิดถึงเป็นอันดับแรกคือ องค์พระ สัก 1 นาที และใน 1 นาทีนั้นให้เรานึกว่าเราโชคดีที่รอดตายมาได้อีก 1 วัน แล้วแผ่เมตตาขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้นตายแน่ ตายแน่

ทันที ที่ตื่นในอู่แห่งทะเลบุญได้ย่อมปรารถนาสิ่งที่ดีที่สุดต่อไปในวันนั้น ซึงไม่มีของขวัญสิ่งใดจะมีค่าเท่ากับการให้ "องค์พระ" กับตัวเอง เพราะองค์พระธรรมกาย คือสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์พูนสุขและปลอดภัย สัญลักษณ์แห่งเป้าหมายในการเกิดมา รวมทั้งสัญลักษณ์ของวิธีต่อสู้ที่จะเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง

และด้วย อำนาจแห่งองค์พระท่ามกลางอู่แห่งทะเลบุญของเรานั้น ย่อมมีอำนาจเป็นกระแสแห่งเมตตาธรรมที่เราจะแผ่ออกไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้ง หลายผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย กับเราในห้วงสังสารวัฏนี้ได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังเป็นการขอบพระคุณบุญ ขอบพระคุณองค์พระธรรมกายผู้ดูแลรักษาหนทางสายกลางหนทางแห่งทะเลบุญที่ช่วย รักษาชีวิต รักษาลมหายใจไว้ให้เรา ในขณะที่เราหลับสนิทไปในยามค่ำคืน

อีกทั้ง องค์พระธรรมกาย ยังเป็นเสมือนผู้คอยเตือนว่า ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังไม่ไปพระนิพพาน เราย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวิสัยแห่งวัฏสงสาร คือเมื่อเกิดแล้ว ย่อมต้องตายในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งมีผลทำให้เราไม่ประมาท มีความคิดที่จะทำดีในชีวิตวันนี้ ชีวิตเฉพาะหน้า เพราะวันข้างหน้านั้นเสี่ยงภัย เนื่องจากเรานี้ตายแน่ ๆ โดยไม่มีโอกาสทราบล่วงหน้าว่าวันไหน

การรำลึกถึงองค์พระธรรมกาย นั้นคือการประกันว่าวันใหม่นี้พระจะคุ้มครอง พระจะนำทางและพระจำนำสิ่งที่ดีมาให้ ชีวิตวันใหม่นี้ย่อมปลอดภัยแน่นอน เพราะพระท่านมานำทางให้ ท่านย่อมทำให้สิ่งร้ายๆ ถอยไกลออกไปด้วยอำนาจแห่งธรรมบารมี
รายละเอียดเพิ่มเติมข้อที่ 5 และข้อที่ 6 >>> http://goo.gl/OWSdfc

7.ทั้งวันให้ทำความรู้สึกว่าตัวเราอยู่ในองค์พระ องค์พระอยู่ในตัวเรา ตัวเราเป็นองค์พระ องค์พระเป็นตัวเรา
หมาย ความถึง การทำใจให้ผูกพันอยู่กับองค์พระ ใจเรากับใจพระจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อชีวิตจะอยู่ในความปลอดภัย ร่างกายจะได้แข็งแรง เพราะการที่ใจอยู่กับพระ กระแสของพระก็จะเข้ามาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา

การที่เราอยู่ในองค์พระ นั้นแสดงว่าร่างกายของเราอยู่ในพิทักษ์ของท่าน อยู่ในกระแสของพระนิพพานย่อมสดใส ปลอดภัยและแข็งแรง เพราะพระนิพพานนั้นอยู่เหนือภาวะเกิด แก่ เจ็บ ตาย การกระทำเช่นนี้อย่างน้อยก็มีผลให้เราสดใส แข็งแรง หรืออายุยืนขึ้นกว่าควร

การที่ใจเราผูกพันอยู่กับองค์พระย่อมทำให้เราไม่เผลอกระทำการอันไม่ควร หรือด้วยความรู้สึกว่าเราเป็นองค์พระนี่แหละที่จะป้องกันเราพ้นภัย พ้นการประพฤติในสิ่งที่เป็นภัยทั้งกับตนเองและคนอื่นรวมทั้งพระท่านจะดึง ดูดกระแสที่เหมือน ๆ กันกับองค์ท่าน คือ "ความดีงาม" ให้ไหลมาสู่กายและใจของผู้ที่มีจิตผูกพันกับท่านอยู่เป็นนิตย์

ชีวิตของผู้ประพฤติเช่นนี้ จึงมีแต่จะปลอดภัย สดใส เจริญก้าวหน้า และอุดมสมบูรณ์

8.ทุก 1 ชั่วโมง ขอ 1 นาที เพื่อหยุดใจ นึกถึงดวง องค์พระ หรือทำใจนิ่งๆ ว่างๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7
หมาย ความว่า วันทั้งวันที่ไม่ใช่เวลานอนเราจะได้ใกล้ชิดกับพระจริง ๆ ใกล้ชิดกับธรรมะเราเข้าถึงจริง ๆ เพราะในข้อที่ 7 นั้น เป็นการทำได้โดยโครงสร้าง เหมือนการวางตัวไว้ในกรอบเพื่อความไม่ประมาทแต่สำหรับข้อที่ 8 นี้ ถือเป็นการทำให้ละเอียดลงไปอีกขั้นตอนหนึ่ง

เพื่อเป็นการยืนยันว่าในแต่ ละชั่วโมงเรามีบุญหล่อเลี้ยงแน่ๆ และในทุก ๆ ชั่วโมงใจของเรา ชีวิตของเรามีโอกาสเข้าไปต่อเนื่องกับพระนิพพาน ชีวิตในหนึ่งวันทำงานมีบุญของพระนิพพานมาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา การทำเช่นนี้ย่อมทำให้นอกจากบุญจะไหลอย่างต่อเนื่องแล้วยังเป็นการเพิ่มบุญ ในแต่ละชั่วโมงอีกด้วย
เพราะการมีชีวิต ทำงาน หรืออยู่กับสิ่งดี ๆไป 1 ชั่วโมงนั้น คือ "การใช้บุญ" ไปแล้ว ดังนั้นการนึกถึงองค์พระทุกหนึ่งชั่วโมงจึงเป็นการประกันว่าบุญที่ใช้ไปนั้น "เราได้หามาทดแทน" หรือหากหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านไปเป็นการสร้างความดี การทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการทำให้บุญยิ่งทับทวีมากมาย

9.ทุก กิจกรรมตั้งแต่ตื่นนอน ไม่ว่าจะเป็นการล้างหน้า อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร ล้างจาน กวาดบ้าน ออกกำลังกาย ขับรถ ทำงาน ให้นึกถึงดวง หรือองค์พระไปด้วย 
หมาย ถึงการทำใจให้จดจ่ออยู่กับธรรมะ อยู่กับศูนย์กลางกาย โดยไม่ต้องเลือกเวลา กิจกรรม หรือสถานที่ ซึ่งบางทีอาจนึกถึงดวง บางครั้งเป็นองค์พระ สลับไปมาก็ไม่เป็นไร จุดมุ่งหมายเพื่อให้ใจจดจ่ออยู่กับธรรมะ กับศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ของตน
การทำการบ้านข้อนี้จะมีผลทำให้ไม่ไป วุ่นวายกับเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของตน ทำให้ลดการเกิดวิบาก ลดการกระทำที่อาจทำให้เกิดบาปขึ้นได้ ตรงกันข้ามกลับทำให้บุญไหลมาเทมา ธรรมะสุกใสไปกับวันเวลาและภารกิจการงาน


10.สร้างบรรยากาศให้ดี สดชื่น ด้วยรอยยิ้ม และปิยวาจา หมายความถึงการสร้างสรรค์อารมณ์ที่ดี อารมณ์งดงาม ความสุนทรีให้เกิดในชีวิตและในบรรยากาศโดยรอบ"รอย ยิ้ม" เคยเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล เรียกว่า ยิ้มสยาม แต่นับวันรอยยิ้มของคนไทยเริ่มจางหายไปทุกที ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอีกทั้งสภาวะมลพิษทำให้คนไทยเกิดความเครียดในชีวิต หน้าที่การงาน ครอบครัว ทำให้ไม่มีอารมณ์ยิ้มเหมือนแต่ก่อน เมื่อยิ้มยากขึ้น คำพูดที่ออกมาก็กระด้าง ไม่ไพเราะ หรืออาจจะหยาบคาย ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบยิ่งตึงเครียด และเกิดการกระทบกระทั่งกัน ดังนั้นจึงต้องฝึกสร้างบรรยากาศด้วยรอยยิ้มและปิยวาจาโดยเริ่มที่ตัวเรา เมื่อเราส่งรอยยิ้มและปิยวาจาออกไป คนอื่นก็จะรู้สึกดีและส่งตอบกลับมาผลก็คือเกิดบรรยากาศที่ดีทำให้ใจเราดี ยิ่งขึ้น นุ่มนวลยิ่งขึ้น

-------------------------------------------------
ขอเชิญชวนชาวพุทธทุกท่านสวดธัมมจักฯ
และบันทึกผลสวดมนต์ผ่านระบบออนไลน์ได้ที่
www.dhammajak1m.org
-------------------------------------------------
แอดมินเชิญสมาชิกทุกๆคน สวดธัมมจักฯและ แผ่เมตตาก่อนนอน


บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าล้านพระองค์


โอวาทนำนั่งสมาธิ แผ่เมตตาก่อนนอน 
https://youtu.be/l7_yUJvYkvw
หรือ
บทแผ่เมตตา อัปปมัญญา
https://youtu.be/N-LMotMHrVE

การแผ่เมตตาจะทำให้เราเป็นที่รักของหมู่มนุษย์และเทวดา ภัยพาลต่างๆและ ศาสตราวุธต่างๆ ทำอันตรายไม่ได้
เมื่อนั่งสมาธิใจจะรวมง่าย เข้าถึงสมาธิได้เร็ว
เหมือนดั่งเรื่อง ท่านกบิลดาบส ท่านแผ่เมตตาก่อนนอนไปยังสี่ทิศทุกคืน เก้ง เสื้อ เมื่อเข้ามาบริเวณที่ท่านอยู่ก็ต่างรักใครกัน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกัน เพราะแผ่นดินที่นั่นเป็นแผ่นดินที่สะอาด มีแต่อากาศบริสุทธิ์ เพราะ พลังเมตตาธรรมที่แผ่ออกไปอย่างนั้นทุกทิศทุกทาง
เรื่องราวของกบิลดาบส
http://strikerforpapa.blogspot.com/2016/06/1_16.html

Wednesday, August 3, 2016

(แม้รับ)บุญมาก (ก็ยัง)บรรลุธรรมง่าย

(แม้รับ)บุญมาก (ก็ยัง)บรรลุธรรมง่าย

บุญเป็นต้นทุนแห่งความสำเร็จในทุกสิ่ง  คนมีบุญมากความสุขความสำเร็จมาก  มีบุญน้อยความสุขความสำเร็จก็น้อย  ทุกอย่างวัดกันด้วยกำลังบุญทั้งสิ้น  และหากได้ทำบุญถูกเนื้อนาบุญ  และทำอย่างต่อเนื่องกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระอรหันต์  หรือภิกษุผู้ประพฤติธรรมทั้งหลาย  ย่อมเป็นเหตุให้เมื่อทำความเพียรย่อมได้บรรลุธรรมได้เร็ว  ดังเรื่องการบรรลุธรรมของพระอานนทเถระ
          เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน  ท่านอานนท์เกิดความเสียใจว่า  “พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพานแล้ว  เรายังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์เลย”  จึงได้ปลีกตัวเข้าพระวิหารยืนเหนี่ยวไม้สลักเพชรร้องไห้อยู่ว่า  “พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพานแล้ว  เรายังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์เลย”  จึงได้ปลีกตัวเข้าไปในพระวิหาร  ยืนเหนี่ยวไม้สลักเพชรร้องไห้อยู่ว่า  “เรายังเป็นเสขะบุคคล  มีกิจที่จะต้องทำอยู่  แต่พระศาสดาของเรา  ซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์เรา  จะปรินิพพานเสียแล้ว”
          ขณะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “อานนท์อยู่ที่ไหน”  พวกภิกษุจึงกราบทูลให้ทรงทราบเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรับสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า “ภิกษุ  เธอจงไปบอกอานนท์ตามคำของเราว่า  “ท่านอานนท์  พระศาสดารับสั่งหาท่าน”  ภิกษุนั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าไปหาพระอานนท์  แจ้งให้ทราบว่า  “ท่านอานนท์รับคำภิกษุนั้นแล้วเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งลงในที่สมควร
วันปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
วันปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า  “อานนท์เธออย่าเศร้าโศกร่ำไรไปเลย  เราได้บอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า  ความพลัดพราก  ความทอดทิ้ง  ความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นต้องมี  ฉะนั้นเธอจะหวังอะไรในสังขารนี้  สิ่งใดเกิดขึ้น  มีขึ้น  ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว  ล้วนแตกสลายไปเป็นธรรมดา  ความปรารถนาว่า  “ขอสิ่งนั้นอย่าแตกสลายไปเลย”  นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้"
          อานนท์  เธอได้อุปัฎฐากตถาคตด้วยกายกรรม  วจีกรรม มโนกรรม  อันประกอบด้วยเมตตา  เป็นประโยชน์เกื้อกูล  เป็นความสุขเสมอต้นเสมอปลาย  หาประมาณมิได้ช้านาน  เธอได้กระทำบุญไว้แล้ว  อานนท์  จงประกอบความเพียรเถิด  เธอจักเป็นผู้ไม่มีอาสวะโดยฉับพลัน
         จากนั้นพระพุทธองค์ตรัสยกย่องพระอานนท์ว่า  เป็นยอดของอุปฎฐากในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย  ตลอดเวลาที่พระอานนท์เถระ  อุปัฎฐากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่นั้นท่านไม่มีโอกาสทำความเพียรอย่างเต็มที่  เพราะกังวลอยู่แต่เรื่องที่จะถวายความสะดวกแก่พระบรมศาสดา  และเรื่องการจำพระพุทธวจนะ  แต่เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว  และวันประชุมสงฆ์ทำสังคายนาก็ใกล้เข้ามา
         พวกภิกษุจึงได้เตือนท่านพระอานนท์ว่า  “อาวุโส  การประชุมจะมีในวันพรุ่งนี้  แต่ท่านยังเป็นเสขะบุคคลอยู่  เพราะเหตุนั้น  ท่านไม่ควรไปสู่ที่ประชุม  ขอท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิก”
          พระอานนท์คิดว่า “การประชุมจะมีในวันพรุ่งนี้  ก็การที่เรายังเป็นเสขะบุคคลอยู่  จะพึงไปสู่ที่ประชุมเพื่อทำสังคายนานั้นไม่สมควรเลย”  แล้วได้เร่งความเพียรกำหนดกายคตาสติตลอดคืน  ในเวลาใกล้รุ่งท่านได้หวนนึกถึงพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า
          “อานนท์  เธอเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว  จงหมั่นประกอบความเพียรเถิด  จักเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว  จงหมั่นประกอบความเพียรเถิด  จักเป็นผู้หาอาสวะมิได้โดยฉับพลัน”
          ธรรมดาว่า  ความผิดพลาดแห่งพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี  เราเพียรจัดเกินไป  เพราะเหตุนั้น  จิตของเราจึงเกิดความฟุ้งซ่าน  เอาเถิด  เราจะประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ  คิดดังนี้แล้ว  จึงได้ลงจากที่จงกรม  เข้าไปในพระวิหาร  คิดว่า  จักพักนอนสักนิด  ได้เอนกายลง  เท้าทั้งสองพ้นจากพื้น  แต่ศรีษะไม่ทันถึงหมอน  ในระหว่างนี้  จิตก็พ้นจากอาสวะ  บรรลุพระอรหันต์ในขณะนั้น
          เพราะฉะนั้น  ใครที่คิดว่า  เราได้ทำแต่งานพระศาสนาที่ใช้เรี่ยวแรงกำลัง  ได้เพียงขวนขวายด้วยกาย ด้วยวาจา  ไม่ค่อยได้สร้างมหาทานเหมือนอย่างมหาเศรษฐีเลย  สมาธิก็มีเวลานั่งน้อย  เราคงยากที่จะบรรลุธรรมอย่างคนอื่นเขา  ก็อย่ากังวลใจไปเลย  ตั้งใจรับผิดชอบงานพระพุทธศาสนาที่เราได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่  ควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรม  เมื่อบุญเต็มส่วน  ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้โดยง่าย  ปฏิบัติธรรมก็จะสะดวก  บรรลุได้เร็วพลันอย่างแน่นอน


แรงบันดาลใจจากพระไตรปิฎก
โดยพระมหาเถระ รุ่นปี พ.ศ. 2534 หน้า  235 - 238